We-Are-All-Trying-Here-ep10

We Are All Trying Here EP.10 “ทำไมเราต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ราวกับจะไม่มีวันหายไป”

“ทุกคนคงเขียนอย่างยากลำบาก
แต่ไม่มีใครอ่านมัน และทิ้งมันไปเฉยๆ
ทั้งหมดนี้จะมีประโยชน์อะไร
สุดท้ายทุกอย่างก็หายไปอยู่ดี
แล้วทำไม… เราถึงต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากแบบนี้
ราวกับว่าเราจะไม่มีวันหายไปงั้นแหละ”

We Are All Trying Here เต็มไปด้วยคนที่เขียน ไม่ใช่แค่นักเขียนในความหมายตามตัวอักษร แต่ทุกตัวละครในเรื่องนี้ล้วนพยายาม ‘เขียนบางอย่างออกมา’ ในแบบของตัวเอง และสะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่พวกเขาพยายามเขียนมันออกมา ไม่ใช่ทำได้ง่าย ขณะเดียวกัน แม้จะเขียนดีแค่ไหน สุดท้ายมันก็อาจว่างเปล่าและเลือนหาย

◾โปรดิวเซอร์โกฮเยจิน เคยบอกว่ามาแจยองอดทนกัดฟันจนฟันหลุดไป 5 ซี่เพื่อเขียนบทเรื่องนี้ (จริงไหมไม่รู้?)

◾รุ่นพี่ชมรมแปดคนที่ติดกับดัก ‘เขียนไม่ออก’ หาทางจบหนังตัวเองไม่ได้มานานเป็นปีๆ

◾ฮวังดงมันที่เขียนแล้วทิ้ง เขียนแล้วรื้อใหม่มาตลอด 20 ปี กว่าจะได้เดบิวท์

◾ฮวังจินมันที่เป็นกวี ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาเป็นบทกวีที่ความหมายลึกซึ้ง แต่กลับรู้สึกผิดที่เขียนกวีดีๆ ออกมาจากเหตุแสนเศร้าในชีวิต

◾พยอนอึนอาที่อ่านบทหนังได้ เขียนบทหนังได้ แต่ไม่เคยยอมเปิดเผยตัวว่าเป็นคนเขียน

◾กระทั่งนักแสดงเอง เวลาจะรับบทยังต้องอ่านให้แตก อ่านให้เข้าใจในความหมายเหล่านั้น อย่างที่โอจองฮีบอกว่า ฉันอยากให้บทนี้ผ่านริมฝีปากฉัน ด้วยความรู้สึกที่เข้าถึงมันจริงๆ

ทุกคนกำลังพยายามส่งบางอย่างออกไปจากข้างในตัวเอง ให้มันกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ ให้มันมีชีวิตอยู่นอกร่างกายตัวเอง..

We-Are-All-Trying-Here-ep10

แต่แล้วใน We Are All Trying Here EP.10 ฮวังจินมันก็ขนหนังสือเหล่านั้นออกไปทิ้ง ความรู้สึกคือ..สุดท้ายก็เท่านี้ สิ่งที่เราอดทนทำมาอย่างยากลำบาก บางทีก็เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครมองเห็น ไม่เคยมีใครอ่าน มันจะหายไป แล้วทำไมเราต้องใช้ชีวิตยากลำบากแบบนี้กันนะ

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนดูฉากนั้นไม่ใช่ความเศร้า แต่คือความรู้สึกที่หนักกว่านั้น ความรู้สึกว่า “สิ่งที่เราอดทนทำมาอย่างยากลำบาก บางทีมันก็เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครมองเห็น ไม่เคยมีใครอ่าน และสุดท้ายมันก็หายไป” และถ้าเป็นแบบนั้น แล้วทำไมเราถึงต้องทำมันต่อไป?

คำถามนี้ไม่ได้ถามแค่ฮวังจินมัน แต่ถามคนทุกคนที่เคยสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมาด้วยความยากลำบาก แล้วพบว่าโลกไม่ได้หยุดเพื่อสังเกตเห็นมันเลย

จริงๆ คำถามนี้เหมือนเรายังไม่ได้คำตอบชัดๆ แต่ถ้าลองนึกดูดีๆ เราจะเห็นว่านักเขียนพัคแฮยองวางคำตอบเอาไว้ในสิ่งเล็กๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วซีรีส์ตลอดมา

ในบทกวีของฮวังจินมันที่เขาเซ็นชื่อให้พยอนอึนอา แม้จะลืมไปแล้วว่าตัวเองคือกวี มันยังอยู่ในบทหนังของฮวังดงมันที่ทำให้พยอนอึนอาร้องไห้ตอนอ่าน มันยังอยู่ ในบทพูดของโอจองฮีที่อยากให้มันผ่านริมฝีปากเธอด้วยความรู้สึกจริงๆ มันยังอยู่

บางทีสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากไม่ได้หายไปเหมือนที่กลัว มันแค่เดินทางไปถึงคนที่ใช่ ในเวลาที่ใช่ โดยที่เราไม่รู้ตัว และบางที นั่นก็เพียงพอแล้ว

จองมีรัน นางเอกที่อ่านบทกวีแล้วร้องไห้ออกมา เพราะมันกระทบใจ ถึงขั้นว่าบทกวีบทเดียวปลดล็อกชีวิตเธอได้ บทกวีในชั้นหนังสือที่แทบไม่มีใครเคยได้เห็น ฉากนี้อาจเป็นตัวอย่างให้เห็นชัดๆ ว่างานเขียนที่ดีที่สุด คนอ่านเยอะที่สุด กับงานเขียนที่คนคนเดียวได้อ่านแล้วลึกซึ้ง ทำงานกับเขาจนร้องไห้ออกมา แบบไหนทรงคุณค่ากว่ากัน

บอกตามตรงว่าเวลาคุณเป็นนักเขียน นักถ่ายทอดเรื่องราว หรือกำลังพยายามเขียนอะไรบางอย่างออกมา ส่วนใหญ่แล้วความรู้สึกของ ‘การได้เขียนมันออกไป’ อย่างที่เรามองเห็นภาพ และอยากให้เป็นในแบบนั้น ก็คือที่สุดแล้ว – การจะมีคนได้อ่าน มีคนได้มองเห็น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เพราะฉะนั้น แม้สุดท้ายมันจะกลายเป็นความว่างเปล่าที่ไม่มีใครอ่าน ไม่มีใครเห็น และสุดท้ายจะหายไป แต่มัน ‘เต็ม’ แล้วในใจของเราที่ได้เขียนมันออกมา

ติดตามเนื้อหาสนุกๆ ของ ‘ดูซีรีส์ให้ซีเรียส’ ได้ที่ช่องทางต่างๆ ดังนี้
Facebook: TheSeriousSeries.TH
Twitter: TheSeriousSerie
YouTube: The Serious Series
Website: Theseriousseries.com
สมัครสมาชิกเพื่อรับข่าวสารและสิทธิพิเศษก่อนใครได้ที่ Link นี้