Park-Hae-Young-Screenwriter-Kdrama

งานเขียนของ ‘พัคแฮยอง’ ที่เล่าเรื่องความเจ็บปวดที่ไม่มีใครพูดถึง

ดูซีรีส์ให้ซีเรียส เชื่อว่านักเขียนเกาหลีที่เขียนบทลึกถึงความเจ็บปวดข้างในมนุษย์ได้ทะลุกลางใจ ชื่อแรกที่นึกถึงคือ พัคแฮยอง และซีรีส์ของเธอทุกๆ เรื่อง เราจะรู้สึกว่าดูแล้วเหมือนกำลังอ่านไดอะรีของเพื่อนสักคน และหลายหนดูเหมือนจะเป็นไดอะรีของตัวเอง

ถ้าไม่เชื่อ ลองอ่านลิสต์ซีรีส์ 4 เรื่องหลังสุดของพัคแฮยองกันก่อน ยุคของผลงานที่ว่ากันว่าเป็นที่สุดแล้วของเธอ
📍Another Miss Oh (2016)
📍My Mister (2018)
📍My Liberation Notes (2022)
📍We Are All Trying Here (2026)

01

พัคแฮยอง เป็นนักเขียนที่มีจุดเริ่มต้นมาจากยุค 90 จากทีมเขียนบทรายการบันเทิง และเริ่มเขียนบทซิทคอม Old Miss Diary (2004) เรื่องราวของชีวิตโสดและความวุ่นวายในครอบครัว ซึ่งเอาจริงๆ เห็นเป็นบทซิทคอมที่ไม่น่ามีอะไร แต่มันคือการฝึกฝนให้เธอเก่งในการสังเกตรายละเอียดเล็กๆ ในชีวิตประจำวันของผู้คนธรรมดา และด้วยความสามารถในการใส่ความตลกลงไปในความเศร้า มันทำให้มุกตลกเหล่านั้นมีความซับซ้อน และสะท้อนกลับความเจ็บปวดของชีวิตจริงได้อย่างเจ็บแสบ

เราเคยสงสัยว่าพัคแฮยองมีใครเป็นต้นแบบของตัวละครที่สร้างขึ้นมาหรือไม่ ก็พบว่าเธอเคยให้สัมภาษณ์ว่าไม่มีคนต้นแบบสำหรับตัวละครนั้นๆ แต่เธอชอบสังเกตผู้คนที่เหนื่อยล้าในรถไฟใต้ดิน หรือคนทำงานที่นั่งดื่มโซจูเงียบๆ เพียงลำพังในร้านข้างทาง

การเติบโตในทักษะทางวิชาชีพแบบนี้หรือเปล่าที่ทำให้ซีรีส์ของพัคแฮยองไม่ได้มีความแฟนตาซี ซูเปอร์ฮีโร่ หรือไปถึงเรื่องการเมืองสังคมระดับประเทศแบบนั้น นอกจากนี้ตัวละครของเธอล้วนแล้วแต่เป็นคนปกติธรรมดาที่เราอาจพบเห็น เจอะเจอ หรือมีความทาบทับกับตัวคนดูได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็น My Liberation Notes สามพี่น้องที่เหนื่อยล้ากับการเดินทางยาวนานเข้าไปทำงานออฟฟิศในโซล หรือจีอัน จาก My Mister ตัวแทนคนหนุ่มสาวที่หนีหนี้และหนีชีวิตมาตลอด

Park-Hae-Young-Screenwriter-Kdrama

ดูซีรีส์ให้ซีเรียส ลองพิจารณาผลงานของเธอ และพบว่ามันแบ่งออกได้เป็นสองยุค ยุคแรกคือ Old Miss Diary (2004) และ Living Among The Rich (2011) ส่วนในยุคหลังก็คือผลงานระดับขึ้นหิ้งทุกเรื่อง ไล่ตั้งแต่ Another Miss Oh (2016), My Mister (2018), My Liberation Notes (2022) และ We Are All Trying Here (2026)

Another Miss Oh (2016)
สะท้อนสังคมค่านิยมที่ยังรุนแรงในเกาหลี การนับถือความสำเร็จของชีวิตจากการเรียนมหาวิทยาลัยไหน ทำงานบริษัทอะไร คอนโดอยู่แถบไหน ขับรถอะไร เงินเดือนเท่าไหร่ ซึ่งแม้ว่าเราดีแค่ไหน ก็จะยังมีลูกเพื่อนแม่ที่ทำได้ดีกว่าเราอยู่ร่ำไป

ซีรีส์เรื่องนี้ที่แม้ดูว่าจะโรแมนติกคอเมดี้ แต่มันก็ชัดเจนในประเด็นนี้ ผ่านชีวิตของ โอแฮยอง (ป.ล. คุณนักเขียนชื่อพัคแฮยอง) ที่สมัยเรียนเธอมีเพื่อนร่วมชั้นชื่อเดียวกัน ซึ่งเธอเองได้ชื่อเรียกว่า ‘โอแฮยองเฉยๆ’ ผิดกับเพื่อนคนนั้นที่มีชื่อต่อท้ายว่า ‘โอแฮยองสวย’ ความรู้สึกแบบนี้จึงมีมาแต่ต้น จนมาเป็นจุดพลิกผันตอนที่โตมา และกำลังแต่งงานกับคนรักแบบเรียบง่าย แต่ก็เจอปัญหาจนต้องล่มงานแต่งที่เตรียมจัดขึ้นในวันถัดไป

“ฉันเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งนะ เรื่องพวกนี้ทำอะไรฉันไม่ได้หรอก ฉันกัดฟันและบอกตัวเองแบบนั้นทุกๆ วัน” – โอแฮยอง

ประโยคนี้ รวมถึงการกระทำของโอแฮยองหลังจากนั้น คือการป้องกันตัวเองจากความเปราะบางที่ซ่อนไว้อย่างมิดชิดข้างใน เพราะการที่เธอกัดฟันและบอกกับตัวเองแบบนั้นทุกๆ วัน ก็คือการปลอบประโลมให้ตัวเองผ่านวันแย่ๆ ไปให้ได้ใน ‘ทุกๆ วัน’ ด้วยการพยายามเป็นผู้หญิงเข้มแข็ง เป็นคนที่ต้องเก่งในสายตาคนอื่น และเป็นคนที่พยายามทำตัวปกติ แม้ต้องเจอสถานการณ์ชีวิตที่ติดลบ

My Mister (2018)
อยู่ดีๆ ก็อยากร้องไห้ บอกไม่ได้ว่าเหนื่อยอะไร คือฟีลดูซีรีส์แล้วช่วยกันตบบ่าว่าไม่เป็นไรนะ เราต่างเจ็บปวดเหมือนกัน

เรื่องราวชีวิตของ ดงฮุน วิศวกรวัยกลางคนที่ทำทุกอย่าง ‘ถูกต้อง’ ตามกรอบสังคม งานดี ครอบครัวมี แต่ภรรยาดันไปคบชู้กับเจ้านาย เขาแบกทั้งหมดนั้นโดยไม่บ่น ไม่ร้องไห้ และไม่บอกใคร ส่วน จีอัน คือคนหนุ่มสาวที่หนีหนี้และหนีชีวิตมาตลอด ทั้งคู่ไม่ได้รักกัน แต่ต่างเป็นพยานในความเจ็บปวดของกันและกัน

สิ่งที่ My Mister เข้าใจเกี่ยวกับความเหงาคือ คนที่เหงาจริงๆ ไม่ได้ต้องการให้ใครมาพูดกับพวกเขา แต่แค่ต้องการมีคนอยู่ตรงนั้นเงียบๆ เป็นพยานในโมเมนต์ที่ไม่ได้แสดงให้ใครดู สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นชีวิตในเกาหลีที่สังคมบังคับให้แข่งขันตลอดเวลา และมันออกจะหนักหนาเกินไปสำหรับใครหลายคน

มีคนเปรียบว่าการมีชีวิตอยู่ในวงจรนั้นเหมือนอยู่บนลู่วิ่งเร็วจี๋ ถ้าวิ่งช้าจะโดนดีดกระเด็นออกมา และการจะกลับไปอยู่ตรงนั้นได้อีกครั้งคือความพยายามอย่างมหาศาล สำหรับดงฮุนคือคนที่ยังฝืนวิ่งต่อ ทั้งที่ไม่เหลือพลังอะไรอีกต่อไปแล้ว

“อาคารทุกหลังคือการต่อสู้ระหว่างแรงภายในและแรงภายนอก แรงภายนอกคือลม น้ำหนัก และการสั่นสะเทือน เราคำนวณแรงภายนอกที่เป็นไปได้ทั้งหมด แล้วออกแบบแรงภายในให้แข็งแกร่งกว่า แรงภายในต้องแข็งแกร่งกว่าแรงภายนอกเสมอ ชีวิตก็เหมือนกัน” บทพูดนี้ของดงฮุนคือหัวใจของซีรีส์ทั้งเรื่อง และพัคแฮยองไม่ได้อธิบาย แต่ปล่อยให้มันลอยอยู่ในอากาศ

Park-Hae-Young-Screenwriter-Kdrama

My Liberation Notes (2022)
สามพี่น้องตระกูลยอมใช้ชีวิตวนซ้ำ ตื่นแต่เช้ามืด ขึ้นรถไฟเช้า ทำงาน กลับบ้านดึก ซ้ำวันต่อวัน มีจองตั้งชมรมปลดปล่อยและเขียนในไดอะรีว่า ‘เชิดชูฉัน’ ซึ่งฟังดูนามธรรม ไม่เข้าใจความหมาย แต่เมื่อซีรีส์คลี่คลายเรื่องราวออกมา มันคือสิ่งที่มนุษย์ต้องการที่สุด นั่นคือ “การมีใครสักคนมองเห็นคุณค่าของตัวเรา”

ซีรีส์เรื่องนี้สะท้อนภาพของคนรุ่นหนึ่งที่ติดอยู่ในเงื่อนไขที่ตัวเองและสังคมสร้างขึ้น มันคือแรงกดดันทางสังคมที่จับภาพความหงุดหงิดและความท้าทายของชีวิตวัยผู้ใหญ่ในเกาหลี ที่พวกเขาต้องมีงานดีๆ ทำ ได้เลื่อนขั้น ได้มีครอบครัว และสุดท้ายมันใช่คำตอบของชีวิตที่แท้หรือไม่?

“วันละ 5 นาที ถ้ามีความสุขได้สักแค่วันละ 5 นาที ทุกอย่างในวันนั้นก็พอทนต่อไปได้”

บทพูดเหล่านี้ไม่ใช่ประโยคสวยงาม แต่คือสิ่งที่คนหลายล้านคนนึกในหัว แต่ไม่เคยพูดออกมา เอาจริงๆ บทพูดในซีรีส์เรื่องนี้เต็มไปด้วยคำคมที่เชื่อว่ารวมเล่มขายได้ แต่ขณะเดียวกันก็สะท้อนว่าชีวิตจริงมันโหดร้ายจัง และเราคงต้องอดทนทำอย่างมีจอง แค่วันละ 5 นาทีที่มีความสุขก็พอจะทดแทนกับทั้งหมดได้แล้ว

Park-Hae-Young-Screenwriter-Kdrama

We Are All Trying Here (2026)
ความสัมพันธ์ในสังคม รุ่นพี่รุ่นน้อง ครอบครัวเครือญาติ ที่ทำให้การโอ้อวดกลายเป็นปกติ และกระนั้น..เราเกลียดตัวเองที่อิจฉาคนอื่น และรู้ว่าตัวเองหยุดมันไม่ได้

ถ้า 3 เรื่องก่อนหน้าพูดถึงความเจ็บปวดที่เงียบ เรื่องนี้กล้าพูดถึงอารมณ์ที่น่าอาย ที่สุด ความอิจฉาเพื่อนตัวเอง ฮวังดงมัน อยู่กับความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า เพื่อน 7 คนในชมรมผู้กำกับสมัยมหาวิทยาลัยต่างประสบความสำเร็จ เหลือแต่เขาคนเดียวที่ยังอยู่กับที่หลังจาก 20 ปีผ่านไป

บทสนทนาหนึ่งที่เราชอบมากจาก EP.1 ตอนที่ ฮวังจินมัน พี่ชายของดงมัน บอกกับเขา

“ผมไม่ได้นั่งเฉยๆ นะ ผมกำลังคิดหัวจะแตกอยู่ พี่คิดว่าการเขียนบทมันง่ายขนาดนั้นเหรอ

“งานจริงๆ คือการที่แกตื่นมา ล้างหน้าแปรงฟัน แล้วออกไปข้างนอกนั่น กัดฟันสู้ แล้วยอมตายเพื่อให้ได้มันมา ในทุกๆ วัน”

“ถ้าผมต้องตายเพื่อมันทุกวัน ผมคงได้ตายจริงๆ สักวันแหละ”

ผู้กำกับชายองฮุน เล่าว่า “ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้เล่าถึงผู้กำกับล้มเหลวที่สุดท้ายได้เดบิวต์และกลายเป็นราชาบ็อกซ์ออฟฟิศ แต่มันคือการตบหลังเบาๆ บอกคนดูว่าทุกคนต่างใช้ชีวิตแบบนี้ อดทนหน่อย คุณไม่ได้อยู่คนเดียว”

ในสังคมเกาหลีมีสุภาษิตที่ว่า “ตอนที่ลูกพี่ลูกน้องซื้อที่ดิน ท้องฉันก็ปั่นป่วน” มันคือการยอมรับตั้งแต่ระดับวัฒนธรรมกันแล้วว่าความอิจฉาคนใกล้ชิดนั้นเป็นของจริง ซึ่งเกิดจากรูปแบบสังคมที่ให้ค่ากับสถานะทางสังคม รายได้ การศึกษา และยืนอยู่ตรงจุดที่ส่องสว่างที่สุด สำหรับฮวังดงมัน เขาไขว่คว้าสิ่งที่เรียกว่า ‘ความสำเร็จ’ เพื่อให้อย่างน้อยๆ ก็ไม่ต้องเกลียดตัวเองที่รู้สึกไร้ตัวตน ต้องจมอยู่กับความรู้สึกเจ็บใจ อิจฉา และความกลัว

“ถ้าไม่มีใครให้ผมคุยด้วย ผมก็จะขึ้นไปดาดฟ้าแล้วตะโกนชื่อตัวเองออกมา ทุกสิ่งที่เสียงของผมไปถึงก็จะเป็นของผม ต้นไม้ต้นนั้นของผม โขดหินนั่นก็ของผม มันเป็นเหมือนการปลดปล่อยตัวตนออกไป” – ฮวังดงมัน

Park-Hae-Young-Screenwriter-Kdrama

03

อะไรคือความแตกต่างในบทซีรีส์ของพัคแฮยอง… เรื่องราวในซีรีส์เป็นเรื่องปกติประจำวัน บทพูดเกิดขึ้นจากบทสนทนาบนโต๊ะอาหาร ห้องประชุมออฟฟิศ​ ที่นั่งเล่นหน้าบ้าน

ตัวละครของเธอมักเป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้อยากดัง อยากประสบความสำเร็จ แค่ประคับประคองตัวเองไม่ให้แตกสลายจากการพ่ายแพ้

เลิฟไลน์ในเรื่องไม่ได้เน้นเรื่องความกุ๊กกิ๊ก แต่เน้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ที่หลายครั้งก็เป็นคนแปลกหน้าที่เข้าใจในความเจ็บปวดของกันและกัน ฮวังดงมันกับยัยขวาน (สับแหลก) ก็ให้ความรู้สึกแบบนี้

เรื่องราวดำเนินไปเหมือนกับว่าราบเรียบ แต่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่ทำให้คนดูรู้สึกได้ จนหลายหนเหมือนโดนตรึงไว้กับที่

ซีรีส์ของเธอ นักแสดงที่มารับบทแทบจะต้องทำตัวให้โทรมกว่าเดิม เพื่อให้ดูเป็นคนธรรมดา มันเลยทำให้เรื่องที่เล่าออกมาดูจริง และใกล้เคียงชีวิตคนดูจริงๆ ที่ยอมนอนดึกเพื่อดื่มด่ำกับซีรีส์ที่คอยตบไหล่ให้กำลังใจไปสู้ชีวิตต่อ

พัคแฮยองจุดประเด็นความสงสัยที่ว่า ทำไมสังคมเราจึงยึดถึอขนบแบบนี้ และเมื่อไหร่มันจึงจะพร่าเลือนไปเสียที

04

พัคแฮยองเขียน แล้วทำไมคนไทยถึงโดนกรีดใจไปตามๆ กัน?

นี่คือคำถามที่ดูซีรีส์ให้ซีเรียสสงสัย ก่อนเขียนบทความนี้ และตอนนี้ เราน่าจะตอบได้ว่าเพราะใช้ชีวิตภายใต้ความกดดันที่เราต่างมี รูปร่างหน้าตามันคล้ายกัน

สำหรับเอเชียหลายๆ ประเทศที่มีความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะค่านิยมเรื่องระบบอาวุโส ความกตัญญู ความเป็นครอบครัว การให้ความสำคัญกับการศึกษา

แต่มีอีกระดับหนึ่งที่ลึกกว่านั้น ทั้งสังคมเกาหลีและไทยต่างมี ‘มาตรฐานที่ไม่ได้เขียนไว้’ ว่าชีวิตที่ดีควรเป็นอย่างไร – เรียนมหาวิทยาลัยดีๆ – ได้งานมั่นคง – แต่งงานตามวัย – มีลูกน่ารัก – มีบ้าน – มีรถ – มีเงินเก็บ – มีชีวิตดีๆ ไปต่างประเทศไว้แชร์ลงโซเชียลมีเดีย และถ้าเกิดเราเผลอเดินออกนอกเส้นทางนั้น สังคมจะไม่ได้ตะโกนด่าในทันที แต่จะถามเลียบๆ เคียงๆ ว่า “สบายดีไหม ตอนนี้ทำอะไรอยู่?” ซึ่งมันเจ็บกว่ามาก..

เพราะฉะนั้น บทพูดในซีรีส์ของพัคแฮยองจึงไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นคนเกาหลีถึงจะเจ็บแสบ ใครก็ได้ในสังคมที่ถูกวัดค่าด้วย ‘มาตรฐานที่ไม่ได้เขียนไว้’ ต่างหาก เราอาจแค่ไม่ได้อยากเป็นคนรวย เป็นเจ้าคนนายคน ขับรถคันละหลายล้าน หรือยิ่งใหญ่จนมีตำแหน่งแห่งที่ เราแค่อยากถูกมองเห็น อยากมีตัวตน ได้รับการยอมรับแม้เราจะไม่ได้ตรงตามมาตรฐานนั้น และเราก็กำลังพยายามอยู่

ดูซีรีส์ให้ซีเรียส คิดว่าเหตุผลที่งานของพัคแฮยองมีแฟนซีรีส์กว้างขวาง ไม่ใช่เพราะเป็นซีรีส์เกาหลีชื่อดัง แต่เพราะมันพูดถึงสิ่งที่มนุษย์ทุกคนในสังคมสมัยใหม่รู้จักดี “ความรู้สึกว่าตัวเองกำลังพ่ายแพ้ในเกมที่คนอื่นกำหนดกติกา” และสิ่งที่พัคแฮยองทำได้ดีที่สุดคือการบอกว่า เราทุกคนก็รู้สึกแบบนี้ คุณไม่ได้อยู่คนเดียว

ติดตามเนื้อหาสนุกๆ ของ ‘ดูซีรีส์ให้ซีเรียส’ ได้ที่ช่องทางต่างๆ ดังนี้
Facebook: TheSeriousSeries.TH
Twitter: TheSeriousSerie
YouTube: The Serious Series
Website: Theseriousseries.com
สมัครสมาชิกเพื่อรับข่าวสารและสิทธิพิเศษก่อนใครได้ที่ Link นี้