
The Scandal ซีรีส์คลี่ม่านความเป็นไปในโชซอน และทุกเกร็ดซีรีส์ต้องรู้
หลังจากดูซีรีส์ ‘The Scandal ฉาวโฉ่โชซอน’ จบแล้ว หลายเรื่องหลายเหตุการณ์ชวนให้สงสัย และอยากรู้ว่ามีประเด็นอะไรแอบแฝง และเพื่อเป็นการ ดูซีรีส์ให้ซีเรียส เราเลยจดทุกเกร็ดสำคัญเกี่ยวกับ ‘โชซอน’ พร้อมเรื่องราวแวดล้อมมาเลกเชอร์ สำหรับทีมดูแล้ว หรือทีมกำลังดู รู้ไว้จะสนุกกับซีรีส์ได้มากขึ้น
เพราะเอาจริงๆ The Scandal ไม่ใช่แค่เกร็ดประวัติศาสตร์ แต่โยงกลับไปที่คำถามถึงชนชั้นโชซอน เพศ เสรีภาพ การศึกษา ความรัก วิถีชีวิต และลัทธิขงจื๊อใหม่ ได้หมดจดงดงาม

1.‘โชซอน’ คือสังคมแบบใด
The Scandal เป็นนิยายรักที่ดัดแปลงจากต้นฉบับฝรั่งเศสมาปรับเข้ากับสังคมโชซอน ไม่ใช่เรื่องที่สร้างจากเหตุการณ์จริงโดยตรง ดังนั้นตัวละครและเกมรักในเรื่องจึงเป็นเรื่องแต่ง แต่กฎทางสังคม ศีลธรรม ระบบชนชั้น การสอบ และค่านิยมเรื่องพรหมจรรย์ที่เอามาใช้เป็นเดิมพันในเกมนั้นมีรากฐานมาจากสังคมโชซอนจริง
และหัวใจสำคัญคือในโชซอน ‘เรื่องส่วนตัว’ ของคนชั้นสูงจำนวนมากไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัวจริงๆ เพราะชื่อเสียงของผู้หญิงผูกกับเกียรติของครอบครัว การแต่งงานผูกกับตระกูล การมีลูกผูกกับการสืบสายตระกูล และคุณธรรมของผู้หญิงกลายเป็นเกียรติที่รัฐรับรองอย่างเป็นทางการได้ เรื่องของชนชั้นและศักดิ์ศรีจึงเป็นสิ่งที่ต้องหวงแหน ปกปิด หรือบางทีต้องเก็บเป็นความลับ
นี่คือเหตุผลว่าทำไมเรื่องรักใคร่ของตัวละครใน The Scandal จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่กว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน และมันซับซ้อนจนนำมาซึ่งเรื่องราวไม่รู้จบ

2.โชซอนในสมัยพระเจ้าจองโจ ฉากหลังเรื่องราวในซีรีส์
ฉากหลังของซีรีส์ The Scandal อยู่ในปลายศตวรรษที่ 18 ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าจองโจ ลูกชายขององค์ชายชาโด (ถ้าเทียบเคียงประเทศไทย จะอยู่ในช่วงปลายอยุธยา) เพราะมีการเอ่ยถึงองค์ชายซาโด โศกนาฏกรรมของราชวงศ์ที่โด่งดังที่สุดอีกเรื่องของยุคโชซอน
สำหรับแฟนซีรีส์น่าจะจำกันได้ เพราะเรื่องราวขององค์ชายหีบข้าว เริ่มต้นมาจากรัชสมัยของพระเจ้ายองโจ ที่มีลูกชายชื่อองค์ชายซาโด ในปี 1762 พระเจ้ายองโจรับสั่งให้ขังองค์ชายในหีบข้าวไม้จนกระทั่งเสียชีวิต เบื้องลึกเบื้องหลังจริงๆ มีการระบุสาเหตุไปในหลายทาง ทั้งพฤติกรรมและจิตใจที่โหดเหี้ยมผิดปกติ ความขัดแย้งทางการเมืองโชซอนและองค์ชายถูกใช้เป็นเครื่องมือ ไปจนถึงเรื่องความกดดัน และปมปัญหาระหว่างพ่อ-ลูก
ในภายหลัง พระเจ้าจองโจ หรือลูกชายขององค์ชายซาโด ขึ้นครองราชย์ต่อจากปู่ จึงพยายามฟื้นฟูเกียรติและศักดิ์ศรีของพ่อ อย่างที่เราได้เห็นในซีรีส์เรื่องการสร้างป้อมที่เมืองฮวาซอง รวมถึงการอ้างอิงเรื่องงานเลี้ยงวันเกิดของพระนางฮเยกยอง มเหสีขององค์ชายซาโดนั่นเอง
ซึ่งตรงกับประวัติศาสตร์จริงที่พระเจ้าจองโจได้สั่งให้ย้ายราชสำนักไปยังเมืองซูวอน พร้อมย้ายสุสานของพ่อไปด้วย เพื่อให้เขาได้อยู่ใกล้กับสุสาน และสร้างป้อมฮวาซองเพื่อคุ้มกันสุสานแห่งนั้น
กำแพงเมืองฮวาซองยาว 5.74 กิโลเมตร มีป้อมปืน หอสังเกตการณ์ ระบบป้องกันเมืองอันซับซ้อน เพราะไม่ได้สร้างเพียงแค่เป็นป้อมทหาร แต่พระเจ้าจองโจต้องการสร้างให้เป็นฐานทางการเมืองใหม่ของพระองค์ในการล้างมลทินให้พ่อ ขณะเดียวกันก็ต้องเดินหน้าในการปกครองบ้านเมืองแบบของตนเอง

3.บุกชน ย่านบ้านขุนนางระดับสูง ที่จดหมาย ข่าวลือ ภาพวาด และเรื่องใต้กระโปรงเป็นอาวุธได้เช่นกัน
บุกชน คือย่านเมืองเก่าของโซลที่เต็มไปด้วยบ้านฮันอกสวยๆ เต็มไปหมด อยู่ใกล้ๆ กับพระราชวังคยองบก เพราะเป็นย่านพักอาศัยของเหล่าขุนนาง ข้าราชการระดับสูง
ในซีรีส์เราจึงเห็นว่าจารีตประเพณีแบบชนชั้นสูงและสถานะอันสูงศักดิ์นั้นกลายเป็นจุดที่ใครหลายคนอยากอัพเกรดสเตตัสและไปอยู่ในชุมชนนั้นบ้าง แม้ว่าในความจริง เบื้องลึกเบื้องหลังก็ไม่แตกต่างกัน ทั้งเรื่องข่าวลือข่าวเมาท์ เกมลับหลัง การตีสีหน้าที่ไม่เลือกชนชั้นวรรณะ
ระหว่างที่ขุนนางผู้ชายไปสู้กันในเกมการเมืองโชซอน ภรรยาที่อยู่บ้านก็มีสงครามที่พวกเธอต้องต่อสู้ในอีกรูปแบบ เอาจริงๆ ดูซีรีส์ The Scandal แล้วก็อาจจะทำให้การไปโซลครั้งหน้าต้องหาเรื่องแวะไปบุกชนเสียหน่อย

4.ผ้าไหมเกาหลี ความหมายของสถานะในโชซอน
บ้านของเลดี้โจมีงานผ้าไหมเป็นอุตสาหกรรมครัวเรือน เพราะเราได้เห็นแล้วจากซีรีส์ว่าการแต่งตัวของชนชั้นสูงล้วนเป็นผ้าไหม ขณะที่คนทั่วไปไม่ได้รับอนุญาตให้ใส่เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าไหม ใส่ได้แค่ผ้าฝ้ายหรือป่านปอ
เพราะฉะนั้นสำหรับผ้าไหมแล้ว มันไม่ใช่แค่เรื่องแฟชั่น แต่คือการบ่งบอกสถานะของคนคนนั้น โดยไม่ต้องพูดอะไรออกมา
ตรงกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ยุคโชซอน โดยเฉพาะยุคของพระเจ้าจองโจ ที่มีนโยบายเลี้ยงไหมและผลิตผ้าไหมอย่างจริงจัง รวมถึงการสร้างความนิยมในการสวมผ้าไหมสีพื้น ไม่มีลวดลายมากนัก เพื่อลดความฟุ่มเฟือยตามการปฏิรูปสังคมในเวลานั้น
ระดับชั้นของงานฝีมือด้านผ้าไหมของบ้านเลดี้โจจึงเกี่ยวข้องในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การเลี้ยงไหม ปลูกต้นหม่อน เลี้ยงหนอนไหม เก็บรังไหม สาวเส้นไหม ไปจนถึงกระบวนการย้อมผ้า ทอผ้า และตัดเย็บเป็นเครื่องแต่งกาย หลายๆ ฉากเราจะเห็นภาพหนอนกำลังกัดกินใบหม่อน หรือการใช้ผ้าไหมชั้นดีเป็นของขวัญเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด มันคือสัญลักษณ์ที่สื่อสารเรื่องความเป็นผู้หญิงชนชั้นสูง งานฝีมือที่อยู่ในหมู่คนชั้นนำ และทรัพย์สินบางอย่างที่สงวนไว้สำหรับชนกลุ่มน้อยของประเทศเพียงเท่านั้น

5.เมื่อกระดาษในโชซอน ไม่ได้มีไว้แค่เขียนหนังสือ
กระดาษฮันจิ หรือถ้าบ้านเราอาจจะเรียกกันว่ากระดาษสา เป็นอีกหนึ่งซอฟต์พาวเวอร์ที่บอกเล่าอยู่ในซีรีส์ เพราะถ้าย้อนไปยังกระดาษแบบดั้งเดิมของเกาหลีก็คือกระดาษจากเปลือกต้นปอสา ที่กระบวนการทำซับซ้อนและใช้ศาสตร์และศิลป์อย่างยิ่ง
ในซีรีส์แสดงให้เห็นขั้นตอนและกระบวนการค่อนข้างชัดเจน เริ่มต้นจากการเก็บเปลือกต้นปอสา นำมาต้ม แยกเส้นใย แล้วนำมาฟาดจนแตกเป็นเส้นใย ก่อนจะตีเยื่อ แล้วนำมาแผ่เป็นแผ่น ตากให้แห้ง นำมาซึ่งคุณภาพของกระดาษที่มีหลากหลายเพื่อใช้สำหรับการเขียนในระดับที่แตกต่างกัน
ซึ่งการเขียนที่ว่าก็มีตั้งแต่จดหมายราชการ กระดาษเขียนภาพวาด สมุดบันทึกบทกวี ไปจนถึงจดหมายน้อยส่งระหว่างกันเพื่อสื่อสารรูปแบบต่างๆ

6.ใบยาสูบ ควันอันเย้ายวน หรือเสน่ห์ในวัฒนธรรมเชิงอำนาจ
ในซีรีส์ The Scandal เราจะเห็นว่าเรื่องราวเริ่มต้นที่ร้านใบยาสูบแห่งใหญ่ของเมือง และดูเหมือนว่าการสูบยาผ่านไปป์เองก็เป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูง แต่ถึงอย่างนั้น ยาสูบหรือการสูบยาผ่านไปป์ก็ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ดั้งเดิมในเกาหลี
ช่วงปลายศตวรรษที่ 16 ถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ยาสูบค่อยๆ แพร่จากจีนเข้ามาในคาบสมุทรเกาหลี โดยความเชื่อว่าเป็นยาสมุนไพรวิเศษ รักษาสารพัดโรค จากนั้นก็แพร่หลายอย่างรวดเร็วจนเป็นปกติการบริโภคและค้าขายในยุคโชซอน พระเจ้าจองโจเองก็นับว่าเป็นหนึ่งในคนที่โปรดปรานการสูบไปป์
เรื่องของยาสูบและไปป์ก็ยังแบ่งชนชั้น เพราะในซีรีส์ที่เราเห็นเป็นไปป์ยาวๆ นั้นเรียกว่า ‘จางจุก’ ทำจากทองเหลืองหรือเงิน มีความสวยงามตามลวดลายที่แตกต่าง ด้วยความที่เป็นไปป์ขนาดยาว จึงต้องมีบ่าวไพร่มาช่วยจุดให้ ซึ่งสร้างภาพของอำนาจและบารมีตามมา การเจรจาต่อรองบางครั้งในซีรีส์เราจึงเห็นว่าตัวละครจุดไปป์สูบยาเพื่อสร้างความน่าเกรงขาม หรือแสดงสถานะที่สูงส่งบางอย่าง
ส่วนคนทั่วไป เวลาสูบยาต้องใช้ไปป์ขนาดสั้นเรียกว่า ‘คัมบังแด’ เพื่อที่จะจุดไฟได้เอง และยังพกพาสะดวก มันจึงเป็นเครื่องหมายของการผ่อนคลายมากกว่าอำนาจ
ดังนั้นในซีรีส์ The Scandal ยาสูบจึงทำหน้าที่เป็นทั้งของใช้และตัวบ่งบอกสถานะ ว่าตัวละครกำลังอยู่ในพื้นที่แบบไหน กับใคร และมีความสัมพันธ์อย่างไร

7.การสอบขุนนาง ไม่ใช่แค่สอบรับราชการ
ในซีรีส์อีกเช่นกันที่เราเห็นการสอบขุนนาง ที่ว่ากันว่าถ้าเลดี้โจเกิดเป็นชาย ก็คงจะสอบได้ตำแหน่งด้วยความปราดเปรื่องนั้น
เพื่อเป็นการทำความเข้าใจฉากหลังของซีรีส์ ขออธิบายคร่าวๆ ว่าการสอบขุนนางถือเป็นเส้นทางสำคัญในการเข้ารับราชการ โดยเฉพาะสายวรรณกรรมหรือสายนักปกครอง และสำหรับสามัญชนจำนวนไม่น้อย การสอบขุนนางคือการเลื่อนขั้นทางอำนาจ เพราะเมื่อคนที่เขียนเก่งได้รับคัดเลือก เขากำลังใช้ภาษาเพื่อเปลี่ยนสถานะทางชนชั้นของตน
แต่สำหรับชนชั้นสูง การสอบได้ไม่ได้จบแค่นั้น แต่หมายถึงการรักษาศักดิ์ศรีและชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล ครอบครัวเหล่านี้จึงมีการเตรียมความพร้อมบุตรหลานมาตั้งแต่เล็ก เพื่อให้สืบทอดหน้าตาของตระกูลต่อไป
ซึ่งในระบบสอบของโชซอนเองก็มีมาตรการป้องกันการโกงอยู่ด้วย เช่น ให้เจ้าหน้าที่คัดลอกคำตอบด้วยหมึกสีแดง เพื่อไม่ให้กรรมการจำลายมือของผู้สมัครได้ เป็นการป้องกันความอคติและเส้นสาย

8.ระบบทาสในโชซอน
ตอนดูซีรีส์ เราอาจเข้าใจว่า ‘ทาส’ ในบริบทของโชซอนอาจจะเหมือนกับระบบทาสแบบอเมริกาหรือของไทย แต่สำหรับโชซอนแตกต่างไปจากนั้น
ระบบทาสในโชซอนแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือทาสที่สังกัดกับรัฐหรือพระราชวัง และทาสส่วนบุคคลที่เป็นทรัพย์สินของชนชั้นสูง ซึ่งทาสแบบเอกชนยังแบ่งออกเป็นทาสในเรือน และทาสที่มารับจ้างหรือจ่ายภาษีแรงงานให้เจ้านายเป็นประจำ
ดังนั้นระบบของทาสในโชซอนจึงมีลำดับขั้น เพราะทาสบางคนก็มีทรัพย์สิน มีครอบครัว หรืออาจหารายได้เพื่อมาซื้ออิสรภาพให้กับตัวเองได้ ซึ่งสถานะที่ว่าเป็นตัวกำหนดว่าทาสคนนั้นๆ มีเสรีภาพในชีวิตขนาดไหน พูดกับใครได้แค่ไหน เดินไปไหนได้ ทำอะไรได้ และใครสามารถทำอะไรกับเขาได้แค่ไหน
อ้างอิงจากข้อมูลพบว่า ศตวรรษที่ 15-17 โชซอนมีสัดส่วนประชากรที่เป็นทาสสูงถึง 30-40% ของประชากรทั้งหมด นั่นเพราะกฎการสืบทอดทางสายเลือด ที่หากพ่อหรือแม่เป็นทาส ลูกที่เกิดมาย่อมเป็นทาสด้วย และแม้ชนชั้นสูงไปมีลูกกับทาส เด็กที่เกิดมาก็ยังต้องมีสถานะเป็นทาสอยู่ดี
จนมาถึงยุคของพระเจ้าจองโจ ตามเรื่องราวใน The Scandal จากความพยายามปฏิรูประบบสังคมและการเมือง จึงมีการเริ่มต้นยกเลิกระบบทาสหลวง ให้กลายเป็นสามัญชน หลังจากนั้นระบบทาสก็เริ่มเสื่อมความนิยมลงไปตามการเปลี่ยนแปลง จนถูกยกเลิกอย่างสิ้นเชิงในปี ค.ศ.1894

9. ‘คัมภีร์ซอฮัก’ สอนอะไร ทำไมหญิงโชซอนต้องอ่าน
ซอฮัก คือตำราคุณธรรมของลัทธิขงจื้อใหม่ที่ใช้เป็นพื้นฐานการศึกษาศีลธรรมในเกาหลี โดยหลักคำสอนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน การเคารพผู้ใหญ่ ตัวอย่างความประพฤติที่ดี มารยาทต่างๆ และหน้าที่ที่พึงกระทำ
ส่วนที่สำคัญของคัมภีร์ซอฮัก คือการระบุสิ่งที่เด็กผู้หญิงตามวัยควรกระทำเพื่อเป็น ‘ผู้หญิงที่ดี’ ตามกรอบศีลธรรมขงจื้อ อย่างเช่น
– อายุ 7-9 ปี เริ่มเรียนรู้มารยาท การควบคุมตัวเอง การอยู่ร่วมกับพี่น้อง
– อายุ 10 ปี เรียนงานของผู้หญิง เช่น ปั่นด้าย ทอผ้า เย็บปักถักร้อย และอยู่ภายใต้การสอนของแม่
– อายุ 11-13 ปี เรียนงานบ้าน การทำอาหาร มารยาทเมื่อพบผู้ใหญ่หรือแขก
– อายุ 14-20 ปี ฝึกฝนงานเย็บปัก งานบ้าน และการบริหารจัดการภายในครัวเรือน เพื่อเตรียมตัวเป็นภรรยาและแม่
ดังนั้นสิ่งที่ซีรีส์กำลังสื่อไม่ใช่แค่ ‘ผู้หญิงต้องเรียบร้อย’ แบบกว้างๆ แต่เป็นระบบการศึกษาของเด็กผู้หญิงที่แบ่งชีวิตออกเป็นขั้นๆ ว่าแต่ละวัยต้องเรียนรู้อะไร เพื่อเติบโตไปเป็นภรรยา แม่ และสมาชิกที่ดีของครอบครัว

10.ข้อจำกัดพฤติกรรมของผู้หญิงโชซอน
ต่อเนื่องจากคัมภีร์ซอฮักที่มีรากฐานจากแนวคิดขงจื้อใหม่ และปรากฏในซีรีส์ The Scandal ที่เลดี้โจสั่งให้อนุภรรยาคัดลอกออกมา 100 จบ ทำให้เข้าใจตรงกันว่าคัมภีร์ซอฮักก็คือไม้บรรทัดในการกรอบเส้นการเป็น ‘ผู้หญิงที่ดี’
ประเด็นนี้ตรงกับความเป็นจริง เพราะการศึกษาของผู้หญิงในสังคมโชซอนถูกจำกัดอยู่กับการอบรมในครัวเรือนเป็นหลัก เพื่อสร้างมาตรฐานความเป็นผู้หญิงที่ดีทั้งระบบ ตั้งแต่การพูด การเดิน การแต่งตัว การทำงานบ้าน การดูแลพ่อแม่สามี ไปจนถึงความซื่อสัตย์ต่อสามี ซึ่งทำให้ผู้หญิง โดยเฉพาะชนชั้นสูงยุคโชซอนต้อง ‘ระวังตัว’ แทบทุกเรื่อง
บริบททางสังคมรองรับแนวคิดนี้ค่อยๆ กลายเป็นข้อจำกัดพฤติกรรมของผู้หญิงมากขึ้น ตัวอย่างเช่น
– ผู้หญิงชนชั้นสูงไม่ควรไปเยี่ยมผู้ชายที่ไม่ใช่ญาติใกล้ชิด
– ชายหญิงควรแยกพื้นที่กัน
– การออกนอกบ้านถูกจำกัด โดยเฉพาะยามวิกาล
– การออกไปข้างนอกอาจต้องใช้เกี้ยวที่ปิดมิดชิด เพื่อไม่ให้คนเห็นใบหน้า
– และเวลาที่ไม่อาจนั่งเกี้ยวก็ต้องใช้ผ้าคลุมปกปิดใบหน้า อย่างที่เราเห็นตัวละครมักใช้ผ้าคลุมห่มศีรษะไว้ แล้วใช้มือรวบไว้ใต้คางเพื่อเปิดเหลือไว้แค่บริเวณดวงตา
– ผู้หญิงชนชั้นสูงถูกคาดหวังให้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ด้านในของบ้าน

11.การเขียนจดหมายสำคัญกว่าที่คิด
อ่านมาถึงตรงนี้น่าจะพอเข้าใจแล้วว่าผู้หญิงโชซอนถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพอย่างมาก พวกเธอแทบไม่มีอิสระอะไรเลย ตั้งแต่การเกิดมาแล้วไม่มีโอกาสเท่าผู้ชายในการเรียน ทำงาน แต่งงาน หรือเลือกใช้ชีวิต ซึ่งเลดี้โจสะท้อนประเด็นนี้ชัดเจน
สำหรับหญิงโชซอน ยิ่งเป็นชนชั้นสูงด้วยแล้ว การออกนอกบ้านและการพบปะกับผู้ชายที่ไม่ใช่คนในครอบครัวจะถูกควบคุมและจับตามองอย่างยิ่ง ในซีรีส์ The Scandal แสดงให้เห็นชัดๆ ทั้งเรื่องของนางรับใช้ที่ต้องติดตามทุกฝีก้าว ความถูกใจระหว่างหนุ่มสาว เกิดขึ้นในวงแคบๆ เช่น ลูกพี่ลูกน้อง คนบ้านติดกัน หรือที่ถูกทำนองคลองธรรมก็เป็นการแต่งงานโดยที่ไม่เคยพบกันมาก่อน ดังนั้นผู้หญิงชั้นสูงของโชซอนจึงถูกควบคุมอย่างหนักเพื่อรักษาหน้าตาของตระกูล
การเขียนจดหมายจึงเป็นช่องทางลับที่ทำให้พวกเธอมีโอกาสเพิ่มขึ้น ทั้งการเขียนแสดงความคิดเห็น ขอความช่วยเหลือ บอกรัก แต่งเรื่อง สร้างข่าวปลอม ข่มขู่ ฯลฯ เท่าที่การเขียนจะเดินทางไปถึง และคนที่เก่งกาจที่สุดในเรื่องการเขียนก็คือเลดี้โจของเรา ที่ใช้ประโยชน์จากจดหมายในการเล่นเกมแสดงอำนาจของตัวเอง ที่ลงท้ายกลายเป็นโศกนาฏกรรมอันแสนเศร้า

12.ทำไมลายมือหรือลายเส้นพู่กันถึงเป็นเรื่องใหญ่
ในโลกที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ การเขียนด้วยพู่กันคือตัวบ่งบอกทั้งเรื่องการศึกษา ภาษา และความคิด ลายมือหรือลายพู่กันจึงมีความสำคัญมากในวัฒนธรรมการเขียนของเกาหลี เพราะมันสะท้อนให้เห็นว่าคนคนนั้นมีการศึกษา ได้รับการฝึกฝน มีสถานะทางสังคม มีบุคลิก และรสนิยมอย่างไร
เราจึงเห็นว่าลายมือของเลดี้โจ โจวอน รวมไปถึงอินโฮ ที่ต่างสะท้อนสิ่งเหล่านี้ ขณะที่ลายมือของโซอ๊กก็สะท้อนให้เห็นว่าเธอมีทุกอย่างตรงกันข้าม
ดังนั้นฉากที่เลดี้โจเขียนตัวอักษรสวยๆ วาดภาพอย่างวิจิตรบรรจง หรือเลือกเปลี่ยนสไตล์การเขียนของตัวเองในบางโอกาส จึงไม่ใช่แค่ความบังเอิญ แต่มันคือการแสดงความสามารถที่ตัวเธอมี เพราะในสังคมที่เลดี้โจไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองแบบผู้ชาย ความสามารถในการเขียนจึงกลายเป็นพื้นที่ที่เธอใช้แสดงอำนาจและความสามารถได้
The Scandal เองใช้จดหมายเป็นกลไกสำคัญของเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ใช่แค่จดหมายรัก แต่ขยายไปถึงการเขียนจดหมายฎีกา การปลอมลายมือเพื่อส่งสาร ทั้งนี้ทั้งนั้นยังอาจใช้เป็นหลักฐานในการควบคุมเรื่องราวของคนอื่นด้วย

13.อนุภรรยา ความพยายามแก้ปัญหาที่นำมาซึ่งปัญหา
ซีรีส์ The Scandal ฉายให้เห็นความพยายามในการมองหาภรรยาน้อยเพื่อมาช่วยปรนนิบัติสามี อย่างเช่นเลดี้โจที่แม้แต่งงานมานานยังไม่มีบุตรสืบทอดตระกูล ในจุดนี้ใกล้เคียงสังคมไทยยุคอีเย็นพอสมควร ดังนั้นการที่โซอ๊ก สาวรุ่นที่เข้ามาเป็นอนุภรรยา จึงช่วยอธิบายระบบครอบครัวยุคโชซอนได้อย่างน่าสนใจ
ระบบครอบครัวยุคโชซอนมีกฎบังคับว่า ภรรยาหลวงเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายและตามระบบตระกูล หากยังมีชีวิตอยู่ ฝ่ายสามีจะไม่อาจยกอนุภรรยาขึ้นมาเท่าเทียมได้
โดยตามกฎไม่ได้บอกเรื่องจำนวนอนุภรรยา ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเลี้ยงดูเป็นหลัก สำหรับอนุภรรยาเองก็มีการแบ่งลำดับขั้นเอาไว้ตามสถานะก่อนแต่งงาน เช่น อนุภรรยาที่เป็นทาสหรือนางโลม ไปจนถึงอนุภรรยาที่เป็นคนทั่วไป อย่างตัวละครโซอ๊กในซีรีส์ นับเป็นตัวอย่างของอนุภรรยากลุ่มนี้
อนุภรรยาไม่ว่าสถานะไหน สามารถอยู่ร่วมบ้านและมีลูกกับสามีได้ แต่ถึงอย่างนั้นลูกที่เกิดมาก็มีศักดิ์ต่ำกว่าลูกจากภรรยาหลวงอยู่ดี
ดังนั้นฉากที่ท่านยู (สามีเลดี้โจ) บอกกับโซอ๊กว่าจะรับเธอเป็นอนุภรรยาอย่างเป็นทางการ จึงมอบความหมายว่าเธอจะมีสถานะที่มั่นคงมากขึ้น อยู่ในบ้านได้อย่างปลอดภัย ชีวิตความเป็นอยู่จะดีขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ได้เท่ากับภรรยาหลวงของเขา

14.ทำไมหญิงม่ายต้องตายตามสามี
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในโชซอนคือการยึดถือค่านิยมเรื่อง ผู้หญิงที่ดีคือผู้รักษาความบริสุทธิ์และคุณธรรมหลังสามีตายจากตามรากฐานแนวคิดแบบขงจื้อใหม่ นั่นทำให้หญิงม่ายที่แต่งงานใหม่คือสิ่งผิดปกติในสังคม ไม่เป็นที่ยอมรับ ซ้ำร้ายยังถูกเหยียดหยาม
ในขณะที่ผู้หญิงที่รักษาพรหมจรรย์ หรือไม่แต่งงานใหม่ ไม่มีข่าวชู้สาวกับชายใด จะได้รับการยกย่อง และในบางกรณีที่พวกเธอตัดสินใจตายตามสามี หญิงม่ายเหล่านั้นจะได้รับการยกย่องเป็นเกียรติเป็นศรีกับวงศ์ตระกูล
ถ้ายังจำได้ ในซีรีส์เน้นประเด็นนี้อย่างหนักหน่วงให้กับตัวละครฮียอน จนทำให้เห็นว่าสำหรับหญิงม่าย ไม่มีทางเลยที่จะไขว้เขวไปจากสิ่งนี้ จนนำมาซึ่งเกมเดิมพันที่เลดี้โจเลือกใช้
และในช่วงท้ายของซีรีส์ จะเห็นว่ามีความพยายามยกย่องเธอด้วยการส่งฎีกาไปยังพระเจ้าจองโจ เพื่อโปรดให้มีการสร้างประตูอนุสรณ์ประกาศเกียรติคุณของเธอ ซึ่งเอาจริงๆ มันค่อนข้างโหดร้าย เพราะ ‘ความตาย’ ของฮียอนจะส่งผลโดยตรงกับสายตระกูลทั้งของเธอและสามี ที่จะได้รับเกียรติ ‘ความซื่อสัตย์และคงไว้ซึ่งคุณธรรม’ พร้อมๆ กัน

15.แผ่นดินใหญ่ที่ตัวละครพูดถึงคือที่ไหน เดินทางไปอย่างไร
ดูเหมือนว่าแผ่นดินใหญ่ที่เลดี้โจหวังใจจะหนีไปในตอนแรกนั้นเป็นเมืองที่ทันสมัยและเต็มไปด้วยความหวังที่รออยู่ #ดูซีรีส์ให้ซีเรียส เองก็สงสัยว่าคือที่ไหนกันแน่ จนพบคำตอบว่าแผ่นดินใหญ่ที่ว่านั้นคือเมืองเยี่ยนจิน หรือปักกิ่งในปัจจุบันนั่นเอง
เพราะสำหรับโชซอน โลกภายนอกที่สำคัญที่สุด และใกล้ที่สุดคือเมืองหลวงของประเทศจีนที่เต็มไปด้วยความทันสมัยในทุกๆ ด้าน แต่การเดินทางไปปักกิ่งในยุคนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จากโชซอนต้องนั่งเรือไปทางทะเล ซึ่งการออกเรือจากโชซอนไปยังแผ่นดินใหญ่จึงเป็นอุปมาอุปไมยเหมือนการเปลี่ยนผ่านชีวิต และการออกจากโลกใบเดิมไปสู่โลกใหม่
สำหรับประเทศจีนในช่วงศตวรรษที่ 18 ตามท้องเรื่องของซีรีส์ The Scandal ปกครองโดยราชวงศ์ชิง ในเวลานั้นนับเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มั่งคั่งด้วยทรัพยากร วัฒนธรรม และอำนาจทางการรบที่ไม่มีใครกล้าท้าทาย

16.ศาสนาคริสต์ที่ต้องหลบซ่อนในยุคโชซอน
คาทอลิกเข้ามาในโชซอนผ่านจีนช่วงศตวรรษที่ 18 โดยผ่านหนังสือและความรู้ที่เหล่าปัญญาชนเกาหลีนำกลับมา ปัญหาของศาสนาคริสต์ไม่ได้มีแค่เรื่องนับถือศาสนาอื่น แต่เพราะคำสอนบางอย่างขัดแย้งกับระบบโชซอนอย่างรุนแรง เช่น ความสัมพันธ์กับพระเจ้า อยู่เหนือพิธีกรรมบางอย่างของบรรพบุรุษ ทำให้เกิดการห้ามกราบไหว้ป้ายวิญญาณบรรพบุรุษ ซึ่งราชสำนักโชซอนมองว่าคือการเนรคุณและกบฏต่อสังคม
นอกจากนี้ แนวคิดเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์ในแนวทางของศาสนาคริสต์กลายเป็นสิ่งสั่นคลอนความมั่นคงของราชสำนักและสังคมโชซอนที่ยึดมั่นในระบบชนชั้นอย่างแรงกล้า เพราะถ้าปล่อยให้ศาสนาคริสต์แพร่หลายก็ยิ่งลดทอนระบบความมั่นคงของโชซอนลงไป
ด้วยเหตุผลต่างๆ เหล่านี้จึงทำให้เกิดการกวาดล้างครั้งใหญ่ ราชสำนักโชซอนได้ออกกฎหมายประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นลัทธินอกรีต และทำการกวาดล้างหลายครั้ง เพื่อให้ประชาชนหวาดกลัว

17.วิเคราะห์ลัทธิขงจื้อ-ขงจื้อใหม่ ในซีรีส์ The Scandal
ลัทธิขงจื้อเดิมพูดเรื่องความเมตตา มนุษยธรรม ความกตัญญู ความถูกต้อง และการฝึกฝนด้านการศึกษา แต่เมื่อมีการนำเอาขงจื้อไปตีความใหม่ จึงกลายเป็นโครงสร้างสังคมที่ใช้กำหนดว่าใครต้องทำอะไร อยู่ตรงไหน เพื่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทางเดียวกัน
อธิบายง่ายๆ ก็คือ ลัทธิขงจื้อเดิมบอกว่า เราควรฝึกฝนศึกษาเพื่อให้เป็นคนดี ศีลธรรมจึงเป็นเรื่องของการตระหนักรู้และรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่นด้วยจิตใจที่เมตตา
แต่ลัทธิขงจื้อใหม่บอกว่า คนดีคือคนที่ประพฤติตัวแบบนี้ๆ เป็นการนำพิธีกรรมและระเบียบมาเป็นกฎเหล็กของสังคม ศีลธรรมไม่ได้เริ่มจากความเมตตาในจิตใจอีกต่อไป แต่กลายเป็นการปฏิบัติตามกรอบที่ถูกกำหนดไว้จากข้างนอก
ความแตกต่างนี้สร้างจุดปะทะในซีรีส์อย่างรุนแรง เพราะเมื่อศีลธรรมกลายเป็นแบบบังคับพฤติกรรม ใครก็ตามที่หลุดออกจากกรอบนี้จะไม่ถูกมองแค่ว่าทำตัวแตกต่าง แต่จะถูกตีตราว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมที่รบกวนระเบียบโชซอน และควรทำลายทิ้งเสีย
ติดตามเนื้อหาสนุกๆ ของ ‘ดูซีรีส์ให้ซีเรียส’ ได้ที่ช่องทางต่างๆ ดังนี้
Facebook: TheSeriousSeries.TH
Twitter: TheSeriousSerie
YouTube: The Serious Series
Website: Theseriousseries.com
สมัครสมาชิกเพื่อรับข่าวสารและสิทธิพิเศษก่อนใครได้ที่ Link นี้



