
Teach You a Lesson EP.9: Wi-Fi Shuttle เพราะการบูลลี่ไม่ใช่แค่ทำร้ายร่างกาย
Teach You a Lesson EP.9 พาเราไปรู้จักรูปแบบการบูลลี่ยุคดิจิตอล ที่ไม่ทิ้งบาดแผลบนร่างกาย แต่กลับทำให้คนโดนกระทำรู้สึกเหมือนโรงเรียนเป็นนรก ซึ่งการเขียนบทในอีพีนี้เริ่มจากเคสจริง Wi-Fi Shuttle ที่เคยเกิดขึ้นในยุค 2010 ผูกโยงมาถึงวิถีชีวิตนักเรียนในปัจจุบันที่ปรับเปลี่ยนการทำร้ายแบบไม่ทิ้งร่องรอย และมันน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม
Wi-Fi Shuttle คืออะไร
คำว่า Shuttle (셔틀) ในวัฒนธรรมโรงเรียนเกาหลี ใช้เรียกเหยื่อที่ถูกบังคับให้ทำตามคำสั่งของนักเรียนเกเร เช่น Bread Shuttle บังคับให้ไปซื้อขนมปังที่สหกรณ์ทุกวัน, Money Shuttle บังคับให้เอาเงินมาให้ หรือการไถเงินนั่นเอง และ Bag Shuttle คอยแบกกระเป๋านักเรียนให้แล้วเดินตาม เหล่านี้เราน่าจะพอเคยเห็นในซีรีส์กันอยู่แล้ว
จนช่วงปี 2012 ที่ค่าเน็ตมือถือ 3G แพงเหลือเกิน ค่าแพ็กเกจรายเดือนไม่ต้องสืบ เพราะแพงเหมือนกัน นั่นทำให้เกิดกรณีนักเรียนเกเรบังคับให้นักเรียนเป้าหมายแชร์ Wi-Fi ให้ได้ใช้เน็ตฟรี
ซึ่งเด็กนักเรียนที่โดนรังแกนี้จะถูกเรียกว่า Wi-Fi Shuttle (와이파이 셔틀) หรือในซีรีส์เรียกว่า ‘มนุษย์ไวฟาย’ ต้องซื้อแพ็กเกจเน็ตอันลิมิเต็ด แล้วแชร์ Wi-Fi Hotspot ให้เพื่อนกลุ่มเกเรตลอดทั้งวัน และต้องอยู่ใกล้ๆ เพราะถ้าไปไกลนิดเดียวเน็ตก็จะหลุด แล้วถ้าเน็ตหลุดก็อาจโดนรุมด่าหรือทำร้ายร่างกายได้

Teach You a Lesson EP.9 ฉลาดเล่าอย่างไร
ไม่ได้แค่เล่าเรื่องของ Wi-Fi Shuttle แต่นักเขียนยังผนวกเอาบริบทปัจจุบันที่เราต่างต้องมีบัญชีออนไลน์เพื่อจับจ่ายใช้สอย ตั้งแต่เล่นเกม ดูสตรีมมิง แอปฟังเพลง แอปสั่งอาหาร แอปช้อปปิ้งออนไลน์ ฯลฯ นี่เองคือช่องทางในการทำร้ายกันอย่างที่เราเองก็คิดไม่ถึง
จางซองกู ที่ดูภายนอกเหมือนเป็นที่รักของกลุ่มเพื่อน ตัวติดกัน 4 คนตลอดเวลาในโรงเรียน และแม้ว่าจะได้รับแจ้งเหตุทำร้ายร่างกาย แต่ผู้ตรวจการสำนักงานสิทธิครู ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วไม่พบร่องรอยการทำร้ายบนร่างกายแม้แต่น้อย นำมาซึ่งการตรวจสอบที่เข้มข้นกว่าเดิมผ่านการใช้งานอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียต่างๆ จึงพบว่า…
จางซองกู ตำแหน่งไวฟายเดินได้ของกลุ่มเพื่อน ต้องมีเน็ตอันลิมิเต็ดให้เพื่อนใช้เล่นเกมตลอดเวลา พกพาวเวอร์แบงค์อันใหญ่ยักษ์เพื่อไม่ให้มือถือแบตหมด นอกจากนี้ เขายังต้องเปิดแอ็กเคานต์สตรีมมิ่งให้เพื่อนในกลุ่มใช้ฟรี แล้วเพื่อนๆ กลุ่มนี้ยังเข้าถึงบัญชีของเขา ทั้งแอปสั่งอาหาร แอปเช่าสกู๊ตเตอร์ แอปเล่นเกม แอปช้อปปิ้ง ทั้งยังโดนเอาชื่อกับบัตรประชาชนของเขาไปหลอกขายของมือสอง
แม้ว่าจะบอกผู้ปกครอง บอกครู หรือกระทั่งบอกตำรวจ ก็ไม่มีใครเชื่อเขาเลย เพราะหลักฐานในการจับจ่ายทั้งหมดออกมาจากตัวเขาเองทั้งสิ้น และสำหรับคนนอกก็มองว่าเพื่อนกลุ่มนี้สนิทสนมกันมากกว่าจะทำร้ายร่างกายหรือบูลลี่กัน
นอกจากนี้ Teach You a Lesson ยังเล่าถึงการบูลลี่ในโรงเรียน ที่ปัจจุบันมีการใช้อำนาจยุติธรรมที่บิดเบี้ยว ทนายความของกลุ่มคนบูลลี่มักจะแนะนำให้ชิงฟ้องก่อน เพื่อจะได้สิทธิเป็นผู้เสียหาย ขณะเดียวกันในกระบวนการพิจารณาคดี เจ้าหน้าที่มักมองหาและเชื่อในหลักฐานมากกว่าคำพูดของผู้ตกเป็นเหยื่อตัวจริง
ความน่าเศร้าอย่างหนึ่งคือ แม้ว่าในซีรีส์จะจบลงด้วยการที่นักเรียนเกเรได้รับบทเรียน ส่วนนักเรียนมนุษย์ไวฟายได้เริ่มต้นชีวิตการเรียนใหม่ที่ปลอดภัย แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงที่สำนักงานสิทธิครูไม่มีอยู่จริง นักเรียนที่ตกเป็นเหยื่อมากมายต้องทนทุกข์ทรมานกับการถูกทำร้ายแบบนี้ โดยที่ไม่มีใครเชื่อหรือยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

ทำไม Teach You a Lesson เลือกหยิบเคสนี้มาเล่า
ดูซีรีส์ให้ซีเรียส คิดว่าการที่ซีรีส์หยิบเคสจากปี 2012 มาปรับใช้ในปี 2026 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันคือการบอกว่าทุกๆ การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย การบูลลี่ก็ปรับเปลี่ยนรูปแบบตามไปด้วย ยิ่งในยุคดิจิตอลที่กำลังเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนเราอย่างพร่าเลือน (ทั้งชีวิตจริงและออนไลน์) การบูลลี่ก็เปลี่ยนโฉมหน้า แต่ตรรกะเบื้องหลังยังเหมือนเดิมทุกครั้ง
คนที่มีอำนาจมากกว่าหาวิธีใช้คนที่มีอำนาจน้อยกว่า โดยที่ระบบรอบข้างมองไม่เห็น หรือเลือกที่จะไม่เห็น
ติดตามเนื้อหาสนุกๆ ของ ‘ดูซีรีส์ให้ซีเรียส’ ได้ที่ช่องทางต่างๆ ดังนี้
Facebook: TheSeriousSeries.TH
Twitter: TheSeriousSerie
YouTube: The Serious Series
Website: Theseriousseries.com
สมัครสมาชิกเพื่อรับข่าวสารและสิทธิพิเศษก่อนใครได้ที่ Link นี้



